สอนออนไลน์ยังไงให้ "ปัง"



เมื่อการเรียนการสอนในชั้นเรียนถูก disrupt ให้เปลี่ยนมาเป็นการเรียนการสอนออนไลน์ ผู้สอนบางส่วนก็มีแนวคิดเดิม ๆ คือ การนัดผู้เรียนให้มาเรียนผ่านคอมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเปลี่ยนสถานที่สอนจากในชั้นเรียนเป็นการ conference call ในขณะที่ผู้สอนบางส่วนก็รีบเตรียมหาอุปกรณ์และวิธีการต่าง ๆ มาเพื่อบันทึกวิดีโอสำหรับการสอน ในฐานะที่เป็นผู้เรียนออนไลน์ผ่าน YouTube ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พอจะรู้ได้ว่าอันไหน "เวิร์ค" และแบบไหน "ไม่เวิร์ค" วันนี้จึงมีเทคนิคและคำแนะนำ จากประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าให้ฟัง


1. การเรียนออนไลน์ ไม่ใช่การนัดเวลาผู้เรียนมาเรียนผ่านคอมหรือแท็บเล็ต สำหรับผู้ที่คิดว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการสอนจากในห้องเรียน มาเป็นการสอนผ่าน video conference ขอบอกเลยว่า "ไม่เวิร์ค" หากผู้เรียนไม่ได้มีความพร้อม ณ ช่วงเวลานั้น เช่น ไม่มีอุปกรณ์ ณ เวลานั้น (แต่อาจสามารถหยิบยืมได้ในภายหลัง) สัญญาณอินเทอร์เน็ตมีปัญหา (บางบ้านกลางคืนเน็ตเร็วกว่ากลางวัน) ยิ่งถ้าอยู่บ้าน ช่วงเวลานั้น แม่ใช้ให้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ไม่ไปเดี๋ยวก็จะกลายเป็นลูกอกตัญญู ถ้าไปก็เรียนไม่ทันเพื่อน ฯลฯ นอกจากนี้การเรียนแบบนี้ยังมี การรบกวนค่อนข้างเยอะ เอาง่าย ๆ แค่เปิดสลับไปดู facebook หรือทำอย่างอื่น ก็จะทำให้ผู้เรียนเสียสมาธิได้โดยง่าย

ผมไม่ได้บอกว่าไม่ให้ใช้ video conference ในการสอน เพียงแต่มันไม่เหมาะกับวิธีการที่จะนำเสนอเนื้อหาให้กับผู้เรียน เราอยู่ในยุค ubiquitous learning ที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา จะให้มานั่งเรียนตอนแปดโมงเช้า วันอังคาร เหมือนปาล์มมี่ก็ไม่ควร แล้วควรใช้ยังไง คำตอบคือ flipped classroom ครับ หลักการคือเรามีเนื้อหาหรือ content ให้ผู้เรียนไปศึกษามาล่วงหน้า ผู้เรียนอยากดูตอนไหน อยากเรียนตอนไหน ก็เรื่องของเค้า ถึงเวลาถ้าจะนัด video conference ต้องไม่ใช่ใช้เพื่อสอนเนื้อหาเป็นหลัก อาจใช้เพื่อการตอบคำถาม อภิปราย พูดคุย หรือทำกิจกรรมเสริมอื่น ๆ จากเนื้อหาที่มอบหมายให้ไปศึกษามาก่อน




2. คลิปสั้น ๆ ไม่น่าเบื่อ ถ้าคุณไม่ใช่โน๊ส อุดม หรือพระมหาสมปอง การจะให้คนมาทนฟังเราพูดเป็นชั่วโมง ๆ จนจบเป็นเรื่องยากมาก การเรียนการสอนในห้องอาจถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ ผู้เรียนเข้ามาแล้ว อาจารย์สอนไม่ถูกใจ เดินออกก็ถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ถ้าเป็นวิดีโอออนไลน์ พอเบื่อ ผู้เรียนก็เลิกดู หรือกดข้าม มนุษย์มีข้อจำกัดของความสนใจและสามารถจดจ่อได้ในช่วงเวลาแค่สั้น ๆ โดยเฉลี่ยระยะเวลาที่คนจะสนใจสิ่ง ๆ หนึ่งอยู่ที่ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น เมื่อต้องเปลี่ยนมาสอนแบบออนไลน์ เราไม่ถูกจำกัด ด้วยกรอบเวลา ไม่ต้องสอนเป็นชั่วโมงหรือจนครบคาบก็ได้ แบ่งเนื้อหาออกเป็นคลิปสั้น ๆ คลิปละประมาณ 10-15 นาที ดูจบ อยากดูต่อตอนอื่นก็ดูได้ หรือเบื่อก็พักไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมาดูทีหลัง แบบนี้จะทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อและไม่เหนื่อยกับการเรียนแบบออนไลน์




3. วิดีโอการสอนต้องมีความน่าสนใจ หลายคนมีภาพอยู่ในหัวที่ค่อนข้างเหมือนกัน คือ ชั้นจะทำคลิปโดยเอา PowerPoint ขึ้นเต็มจอ แล้วมีหน้าคนสอนเป็นกรอบเล็ก ๆ อยู่ข้างล่าง ราวกับผู้สอนเป็นล่ามภาษามือในทีวี ร้ายไปกว่านั้นคือสไลด์ที่มีแต่ตัวหนังสือ และผู้สอนมานั่งอ่านทุกคำให้ฟัง คลิปแบบนี้ไม่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียน คลิปการสอนที่น่าสนใจจะกระตุ้นให้ผู้เรียนจดจ่อ หรือ engage ในสิ่งที่กำลังชม ทำยังไงให้คลิปน่าสนใจ การมีภาพประกอบในสไลด์ มีภาพเคลื่อนไหว การสลับหน้าจอให้เห็นผู้สอนเต็มจอ ช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่าผู้สอนกำลังพูดอยู่กับผู้เรียน หรือแม้กระทั่งการมีการสาธิตด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือสถานการณ์จริง เหล่านี้ ล้วนทำให้คลิปมีความน่าสนใจมากขึ้น




4. วิดีโอก็ interactive ได้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ในชั้นเรียน การได้สบตา การถามตอบ ล้วนทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนตลอดเวลา แต่ในการดูวิดีโอการสอน ดูเหมือนจะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่ในความเป็นจริง วิดีโอก็สามารถทำให้ interactive ได้ วิดีโอบน YouTube เราสามารถแทรกลิงก์เพื่อให้เปิดวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอ ที่กำลังดูอยู่ หรือแม้กระทั่งเมื่อจบวิดีโอแล้วมีการแนะนำให้ไปดูวิดีโอถัดไปที่เนื้อหาต่อเนื่องกัน ในวิดีโอก็สามารถทำ Poll เพื่อให้ผู้เรียน ร่วมตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นได้ นอกจากนี้เรายังสามารถแนะให้ผู้เรียน comment ใต้วิดีโอ โดยอาจเป็นการถามคำถาม ผู้สอน สามารถเข้ามาตอบ comment ต่าง ๆ ทำให้มีความเป็น interactive มากขึ้นได้




5. มีกิจกรรมให้ทำ หลังดูวิดีโอ การสอนออนไลน์ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย และในปัจจุบันก็มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำกิจกรรมในห้องเรียน สามารถทำผ่านทางออนไลน์ได้ เช่น กระดานสนทนาออนไลน์ (ลองดู Padlet) การให้ผู้เรียนอัดวิดีโอสั้น ๆ ส่งกลับมาเพื่อเป็นการอภิปราย หรือ ตอบคำถาม (ลองดู Flipgrid) หรือมอบหมายให้ไปทำการทดลองง่าย ๆ แล้วทำใบงานส่ง กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกเบื่อกับการนั่งฟัง แต่เพียงอย่างเดียว




6. เรียนเสร็จต้องวัดผลเพื่อทดสอบความเข้าใจ สิ่งสำคัญในการเรียนการสอนแบบออนไลน์คือ การประเมินว่าผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ในสิ่งที่เรียนหรือไม่ หน้าที่ของผู้สอนไม่ได้จบแค่การบันทึกวิดีโอเสร็จ ในการบันทึกวิดีโอแต่ละครั้ง ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า เมื่อเรียนเนื้อหานี้แล้ว ผู้เรียนจะต้องรู้อะไร หรือสามารถทำอะไรได้ จากนั้นก็ต้องมีการประเมิน ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแบบฝึกหัดออนไลน์ การบ้าน หรือใบงานต่าง ๆ เพื่อประเมินผลว่าผู้เรียนบรรลุ วัตถุประสงค์ของการเรียนในเนื้อหานั้น ๆ หรือไม่ นอกจากนี้การวัดผลยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าดูวิดีโอการสอนมากขึ้นอีกด้วย


"สอนด้วยอะไร ไม่สำคัญเท่าสอนอะไร และสอนยังไง"